โครงการวิจัย
การยกระดับผลผลิตที่มีคุณภาพและการพัฒนาผลิตภัณฑ์เพิ่มมูลคค่าของสาหร่ายก้ามกุ้ง (Chara corallina) สู่เชิงพาณิชย์
Upgrading of quality and production and value added product development of local edible alga (Chara corallina) to commercialization
รายละเอียดโครงการ
| ปีงบประมาณ | 2567 |
| หน่วยงานเจ้าของโครงการ | |
| ลักษณะโครงการ | โครงการใหม่ |
| ประเภทโครงการ | โครงการเดี่ยว |
| ประเภทงานวิจัย | โครงการประยุกต์ |
| วันที่เริ่มโครงการวิจัย (พ.ศ.) | 1 ตุลาคม 2566 |
| วันที่สิ้นสุดโครงการวิจัย (พ.ศ.) | 30 กันยายน 2567 |
| วันที่ได้รับทุนวิจัย (พ.ศ.) | 1 พฤศจิกายน 2566 |
| ประเภททุนวิจัย | ทุน ววน. |
| สถานะโครงการ | แล้วเสร็จ(ค้างส่งผลผลิต) |
| เลขที่สัญญา | |
| เป็นโครงการวิจัยที่ใช้ในการจบการศึกษา | ไม่ใช่ |
| เป็นโครงการวิจัยรับใช้สังคม | ไม่ใช่ |
| บทคัดย่อโครงการ | สาหร่ายก้ามกุ้งเป็นสาหร่ายไฟที่พบได้ทั่วไปในแหล่งน้าจืดและสามารถนามาบริโภคได้แต่บางช่วงฤดูกาลมีคุณภาพไม่เหมาะสมต่อการบริโภค เพื่อเป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับสาหร่ายก้ามกุ้งในการศึกษาครั้งนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาการเลี้ยงในระบบมหมวล และศึกษารูปแบบการจัดการหลังการเก็บเกี่ยว การทาความสะอาด การนามาสกัดด้วยน้ามันมะพร้าวสกัดเย็น รวมทั้งศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภคสาหร่าย ผลการศึกษาพบว่า การเพิ่มผลผลิตสาหร่ายก้ามกุ้งแบบมหมวลได้ออกแบบการทดลองแบบสุ่มตลอด (CRD) ที่มี 4 ชุดการทดลอง ในสภาวะที่มีระดับไนโตรเจนต่างกันพบว่า สาหร่ายมีการเจริญเติบโตอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติ (p<0.05) และคุณภาพของสาหร่าย ได้แก่ สี ปริมาณสารสี สารพฤกษเคมี ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ปริมาณโปรตีนที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติ (p<0.05) มีปริมาณของกรดอะมิโนแต่ละชนิดที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน โดยในกลุ่มกรดอะมิโนจาเป็นพบว่าการเสริมยูเรียในระดับต่า (0.05 mg/L) น้าหมักชีวภาพมีผลให้กรดอะมิโนหลายชนิดได้แก่ Leucine, Phenylalanine และ Valine มีค่าที่สูงกว่าระดับอื่น แสดงถึงการตอบสนองต่อไนโตรเจนที่มีประสิทธิภาพในการสังเคราะห์โปรตีน อย่างไรก็ตามเมื่อเพิ่มความเข้มข้นของยูเรียขึ้นเป็น 0.10 mg/L กลับพบว่ากรดอะมิโนบางชนิดเช่น Histidine และ Leucine มีค่าลดลงในขณะที่ Threonine และ Lysine มีปริมาณสูงที่สุด ในสภาวะนี้สะท้อนให้เห็นว่าสาหร่ายมีการปรับสมดุลการสร้างกรดอะมิโน แตกต่างกันไปตามระดับไนโตรเจนที่ได้รับ การเสริมไนโตรเจนในรูปยูเรียมีบทบาทสาคัญในการยกระดับคุณภาพทางโภชนาการของสาหร่ายก้ามกุ้ง โดยสามารถเพิ่มทั้งกรดอะมิโนจาเป็นที่ร่างกายมนุษย์ไม่สามารถสังเคราะห์เองได้ เช่น Lysine และ Threonine รวมทั้งกรดอะมิโนไม่จาเป็นที่มีคุณสมบัติให้รสชาติได้แก่ Glutamic acid และ Alanine สามารถนาไปประยุกต์ใช้ได้หลายด้าน ทั้งในเชิงอาหารฟังก์ชันเพื่อสุขภาพ และการพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์เครื่องปรุงรสอูมามิจากธรรมชาติที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคกลุ่มมังสวิรัติหรือวีแกน การเปลี่ยนแปลงคุณภาพหลังการเก็บเกี่ยวด้วยการแช่น้า พบว่า ปริมาณสารสีจานวน 3 ชนิด ได้แก่ คลอโรฟิลล์เอ คลอโรฟิลล์บี และเบต้าแคโรทีน สารพฤกษเคมีได้แก่ ปริมาณฟีนอลิก ปริมาณจุลินทรีย์ทั้งหมด น้าหนักของสาหร่ายก้ามกุ้งหลังเก็บรักษาในน้าเป็นเวลา 7 วัน ทุกพารามิเตอร์มีค่าลดลงตามลาดับ ยกเว้นสารพฤกษเคมี และการทาความสะอาดด้วยการใช้สกิมเมอร์และโอโซน พบว่ามีการเปลี่ยนแปลงของปริมาณสารสีจานวน 3 ชนิด ได้แก่ คลอโรฟิลล์เอ คลอโรฟิลล์บี เบต้าแคโรทีน แคโรทีนอยด์รวม สารพฤกษเคมี ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ และปริมาณจุลินทรีย์ทั้งหมดที่แตกต่างกัน ผลการศึกษาสารสีของสารสกัดสาหร่ายก้ามกุ้ง (KK) สาหร่ายเกลียวทอง (SP) และสาหร่ายก้ามกุ้งผสมสาหร่ายเกลียวทอง KS) ในน้ามันมะพร้าวสกัดเย็น พบว่าปริมาณคลอโรฟิลล์เอนั้นพบสูงสุดจากสาหร่ายก้ามกุ้งที่ระดับ 0.10 g/ml รองลงมาคือการใช้สาหร่ายเกลียวทองที่ระดับ 0.06 0.10 g/ml และสาหร่ายก้ามกุ้งผสมสาหร่ายเกลียวทองที่ระดับ 0.08 0.10 g/ml โดยจะสามารถสร้างคลอโรฟิลล์เอ 3 ได้ 30 mg/m30 mg/mll ส่วนคลอโรฟิลล์บีพบสูงสุดจากสาหร่ายก้ามกุ้งที่ระดับ 0.080.08--0.10 g/ml 0.10 g/ml รองลงมาคือการใช้สาหร่ายก้ามกุ้งผสมสาหร่ายเกลียวทองที่ระดับ 0.080.08--0.10 g/ml 0.10 g/ml โดยจะสามารถสร้างคลอโรฟิลล์บี ได้เท่ากับ 30 mg/ml 30 mg/ml เช่นเดียวกัน ในขณะที่แคโรทีนอยด์นั้นจะพบสูงสุดในสารสกัดที่ใช้สาหร่ายเกลียวทองที่ระดับ 0.060.06--0.10 g/ml0.10 g/ml และสาหร่ายก้ามกุ้งผสมสาหร่ายเกลียวทองที่ระดับ 0.060.06--0.10 0.10 g/mlg/ml โดยพบว่ามีปริมาณแคโรทีนอยด์ 1515--20 mg/ml20 mg/ml นอกจากนี้ค่าร้อยละการต้านอนุมูลอิสระจะพบสูงสุดในสาหร่ายเกลียวทองทุกระดับความเข้มข้น เมื่อพิจารณาคัดเลือกสภาวะที่เหมาะสมต่อการนามาสกัดสารสีจึงเลือกที่สภาวะสาหร่ายก้ามกุ้งผสมสาหร่ายเกลียวทองในสัดส่วน 1:1 1:1 มีส่วนผสมรวมเป็น 0.1 mg0.1 mg ต่อน้ามันมะพร้าวสกัดเย็น 1 ml1 ml เพื่อนาไปใช้ต่อไป ผลการศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภคและการเลี้ยงสาหร่ายก้ามกุ้งในพื้นที่จังหวัดกระบี่พบว่า การเลี้ยงสาหร่ายก้ามกุ้งในจังหวัดกระบี่มีศักยภาพทางเศรษฐกิจสูงทั้งในแง่การผลิตและการตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภคในท้องถิ่น การเลี้ยงส่วนใหญ่ในบ่อดินและภาชนะในครัวเรือน การเลี้ยงสาหร่ายซึ่งมีข้อดีและข้อจากัดที่สัมพันธ์กับต้นทุนและสภาพแวดล้อม ดังนั้นการพัฒนาการเลี้ยงสาหร่ายในประเทศในปัจจุบันจึงต้องอาศัยการปรับให้เหมาะสมกับทรัพยากรท้องถิ่นและค่อยขยายสู่การลงทุนขนาดใหญ่เชิงอุตสาหกรรม ในขณะที่พฤติกรรมผู้บริโภค พบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่บริโภคสาหร่ายก้ามกุ้งในรูปแบบสด โดยให้ความสาคัญกับคุณค่าทางโภชนาการและความสดสะอาดเป็นหลัก การรับประทานในมื้ออาหารหลักและการซื้อซ้า 1–2 ครั้งต่อสัปดาห์สะท้อนถึงความเป็นส่วนหนึ่งของอาหารพื้นบ้าน มากกว่าจะเป็นสินค้าเฉพาะกลุ่ม ขณะเดียวกันการเลือกซื้อขึ้นอยู่กับบรรจุภัณฑ์และการรับรู้ด้านคุณภาพ ซึ่งการสร้างภาพลักษณ์ผลิตภัณฑ์และการสื่อสารคุณค่าทางสุขภาพมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของผู้บริโภค |
| รายละเอียดการนำไปใช้งาน | |
| เอกสารประกอบโครงการ |
|
ทีมวิจัย
| ที่ | นักวิจัย | หน่วยงาน | ตำแหน่งในทีม | การมีส่วนร่วม (%) |
|---|---|---|---|---|
| 1 | วรรณิณี จันทร์แก้ว | คณะเกษตรศาสตร์ ราชมงคลศรีวิชัย วิทยาเขตนครศรีธรรมราช | หัวหน้าโครงการ | 40 |
| 2 | เกียรติขจร ไชยรัตน์ | คณะเทคโนโลยีการจัดการ ราชมงคลศรีวิชัย วิทยาเขตนครศรีธรรมราช | ผู้ร่วมวิจัย | 30 |
| 3 | อังคณา ใสเกื้อ | คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ราชมงคลศรีวิชัย วิทยาเขตนครศรีธรรมราช | ผู้ร่วมวิจัย | 30 |