การพัฒนาและการใช้ประโยชน์สารเสริมอาหารจากสารสกัดกระท่อมสำหรับป้องกันและรักษาลำไส้อักเสบในไก่เนื้อ

​Development and utilization of kratom extract supplements for prevention and treatment of enteritis in broiler

รายละเอียดโครงการ

ปีงบประมาณ 2569
หน่วยงานเจ้าของโครงการ
ลักษณะโครงการ โครงการใหม่
ประเภทโครงการ โครงการเดี่ยว
ประเภทงานวิจัย โครงการวิจัยและพัฒนา
วันที่เริ่มโครงการวิจัย (พ.ศ.) 1 ตุลาคม 2568
วันที่สิ้นสุดโครงการวิจัย (พ.ศ.) 30 กันยายน 2569
วันที่ได้รับทุนวิจัย (พ.ศ.) 1 ตุลาคม 2568
ประเภททุนวิจัย ทุน ววน.
สถานะโครงการ ทำสัญญาแล้ว
เลขที่สัญญา
เป็นโครงการวิจัยที่ใช้ในการจบการศึกษา ไม่ใช่
เป็นโครงการวิจัยรับใช้สังคม ไม่ใช่
บทคัดย่อโครงการ

โครงการวิจัยนี้มีแนวคิดในการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีสารเสริมอาหารจากสารสกัดกระท่อมสำหรับการป้องกันและรักษาอาการท้องเสียและส่งเสริมสุขภาพลำไส้ในไก่เนื้อที่มีสาเหตุจากความเครียดจากความร้อนและการป้องกันและรักษาลำไส้อักเสบที่มีสาเหตุมาจากเชื้อแบคทีเรียและเชื้อบิดที่ก่อให้เกิดท้องเสีย เนื่องจากอุตสาหกรรมการผลิตสัตว์ปีกกำลังเผชิญปัญหาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ส่งผลทำให้เกิดความเครียดจากความร้อน (heat-stress) ซึ่งทำให้เกิดการสูญเสียมูลค่าทางเศรษฐกิจ ซึ่งในประเทศไทยมีการเลี้ยงไก่ในโรงเรือนระบบอีแวป (EVAPORATIVE COOLING) เป็นส่วนใหญ่และโรงเรือนแบบเปิดส่วนน้อย โดยอุณหภูมิเฉลี่ยในฤดูร้อนประมาณ 38°C และความชื้นสัมพัทธ์ 75% ซึ่งพบว่าค่าดัชนีความเครียดจากความร้อนสูง (Heat index) ส่งผลกระทบต่อสุขภาพไก่ ประกอบด้วย อุณหภูมิร่างกายเพิ่มขึ้น หายใจเร็ว ความเครียด ลดการกินได้ อัตราการเจริญเติบโตต่ำ คุณภาพซากต่ำ การอักเสบทางเดินอาหาร (inflammation) เพิ่มความสามารถในการซึมผ่านหรือรั่วลำไส้ (gut leak) อัตราการรอดน้อยและนำไปสู่การเจ็บป่วยและตาย อีกทั้งโรคติดเชื้อแบคทีเรียในทางเดินอาหารที่มีสาเหตุมาจากเชื้อแบคทีเรีย Clostridium perfringen ที่มีผลทำลายผนังเซลล์ทางเดินอาหาร เพิ่มความสามารถในการซึมผ่านผนังเซลล์ทางเดินอาหาร ทำให้เกิดการเคลื่อนที่ของแบคทีเรียจากทางเดินอาหารเข้าสู่กระแสเลือด ส่งผลให้กระตุ้นการอักเสบในทานเดินอาหาร สุขภาพลำไส้สูญเสียหน้าที่ในการทำงานมีผลทำให้การดูดซึมสารอาหารลดลง อัตราการเจริญเติบโตต่ำและนำไปสู่การเจ็บป่วยและตายเพิ่มขึ้น (Van Immerseel et al., 2004) และเชื้อโปรโตซัวหรือเชื้อบิดที่มีสาเหตุมาจากการติดเชื้อ Eimeria spp. ที่ทำให้เกิดโรคบิด (Coccidiosis) ประกอบด้วย Eimeria tenella, Eimeria acervulinaและ Eimeria maxima เป็นสายพันธุ์ที่ก่อให้เกิดรอยโรคและความเสียหายต่อระบบทางเดินอาหารในไก่ได้หลายๆส่วนขึ้นอยู่กับชนิดของเชื้อ ซึ่งมีความสัมพันธ์กับตำแหน่งของลำไส้ทำให้เกิดอาการทางคลินิกที่หลากหลาย ตั้งแต่ท้องเสียเล็กน้อยไปจนถึงลำไส้อักเสบและท้องเสียอย่างรุนแรง (McDougald & Fitz-Coy, 2008)

            แนวทางในการแก้ปัญหาดังกล่าวโดยการใช้สารเสริมอาหารจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งในอุตสาหกรรมผลิตไก่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสารเสริมอาหารที่มีคุณสมบัติลดความเครียด คุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระ และคุณสมบัติลดอาการปวดและต้านการอักเสบในทางเดินอาหารจากพืชสมุนไพรโดยเฉพาะอย่างยิ่ง พืชกระท่อม จัดเป็นพืชเศรษฐกิจชนิดใหม่ที่มีการปลดล็อคให้พ้นจากพืชเสพติดให้โทษ ทำให้ประเทศไทยได้มีการส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกเพื่อสร้างอาชีพทางเลือก สร้างรายได้ และเสริมสร้างเศรษฐกิจของประเทศ แต่อย่างไรก็ตามการปลูกพืชกระท่อมยังมีความไม่แน่นอนเพราะอยู่ในช่วงทดสอบตลาด และปัจจุบันผู้ผลิตพืชกระท่อมกำลังพบเจอปัญหาด้านการตลาดเนื่องจากไม่สามารถแปรรูปกระท่อมเป็นผลิตภัณฑ์ทางยาและสารเสริมอาหาร ดังนั้นจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งในการสร้างองค์ความรู้ด้านวิจัย เทคโนโลยีและนวัตกรรมในการสร้างมูลค่าเพิ่มจากพืชกระท่อมสำหรับการประยุกต์ใช้ในการป้องกันหรือรักษาโรคในคนและสัตว์ เนื่องจากพืชกระท่อมมีศักยภาพสูงสำหรับการพัฒนาเป็นยาหรือสารเสริมอาหาร เนื่องจากมีสารออกฤทธิ์ที่สำคัญ คือ สารอัลคาลอยด์(alkaloids) (mitragynine และ 7-hydroxy mitragynine) สารกลุ่ม polyphenol (phenolic, lignin, flavonoids) สารซาโปนินและสารแทนนิน เป็นต้น มีฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาที่หลากหลาย ประกอบด้วย ฤทธิ์ระงับปวด ลดการหดตัวของลำไส้เล็กส่วนต้น ทำให้กล้ามเนื้อลายคลายตัว บรรเทาอาการถอนแอลกอฮอล์ สารกลุ่มฝิ่น มอร์ฟีน เฮโรอีน ลดความเครียดและความวิตกกังวล เป็นต้น แต่ปัจจุบันยังไม่มีรายงานการวิจัยและพัฒนาสารเสริมอาหารจากพืชกระท่อมสำหรับการประยุกต์ใช้ในสัตว์เศรษฐกิจโดยเฉพาะในไก่เนื้อสำหรับการลดความเครียดจากความร้อน การป้องกันและรักษาลำไส้อักเสบที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรียและโปรโตซัวก่อโรคที่ส่งผลกระทบต่อการอักเสบของทางเดินอาหาร การรั่วซึมลำไส้ ท้องเสีย การอัตราการเจริญเติบโตต่ำและตาย

            โครงการวิจัยจึงสนใจศึกษา การพัฒนาสารเสริมอาหารสารสกัดกระท่อมสำหรับการป้องกันและรักษาลำไส้อักเสบและส่งเสริมสุขภาพลำไส้ในไก่เนื้อ โดยมีแนวคิดและกรอบวิจัย คือ การนำพืชกระท่อมจากแปลงสถานีผลิตพืชกระท่อมคุณภาพภายใต้มาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี (Good Agricultural Practices: GAP) (สหกรณ์การเกษตรผู้ปลูกพืชกระท่อมนครศรีธรรมราช) เนื่องจากมีการพัฒนาแปลงปลูกที่ได้มาตรฐานและได้สารสำคัญปริมาณสูงกว่าการปลูกทั่วไป โดยนำตัวอย่างพืชกระท่อมมาวิเคราะห์คุณภาพตามวิธีการและมาตรฐานจากตำรามาตรฐานยาสมุนไพรไทย (Thai Herbal Pharmacopoeia) และการสกัดสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพกลุ่ม alkaloids และ Saponin/Tannin และการทดสอบฤทธิ์ทางชีวภาพในหลอดทดลอง ประกอบด้วย ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระและต้านการอักเสบ ต้านแบคทีเรีย และการเตรียมเป็นผลิตภัณฑ์ชนิดผงไมโครแกรนูลและทดสอบคุณสมบัติทางกายภาพและทางเคมีของผลิตภัณฑ์ และทดสอบประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์ชนิดผงไมโครแกรนูลจากสารสกัดกระท่อมต่อการลดความเครียดและป้องกันและรักษาลำไส้อักเสบในไก่เนื้อ ประกอบด้วย การตรวจวัดความเครียดในเลือดและสมองไฮโปทาลามัส การตรวจวัดสารนิวโรเปปไทด์ (neuropeptide) ที่ควบคุมการกินและพลังงาน (feed intake และ energy balance)ผ่านระบบแกนเชื่อมโยงระหว่างสมองและทางเดินอาหาร (gut-brain axis) การทดสอบความสามารถในการซึมผ่านหรือรั่ว การตรวจวัดความแข็งแรงของลำไส้ การตรวจวัดระบบภูมิคุ้มกันและจุลินทรีย์ในทางเดินอาหาร (gut microbiota) และสุดท้ายคือ การตรวจวัดคุณภาพเนื้อไก่ (ตรวจวัดสารตกค้างและปริมาณสาร mitragynine และ 7-hydroxy mitragynine) ดังนั้นหากการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ต้นแบบจากพืชกระท่อมเป็นสารเสริมอาหารในไก่เนื้อจะช่วยลดปัญหาการสูญเสียทางเศรษฐกิจของอุตสาหกรรมในไก่เนื้อ อีกทั้งผลักดันการแปรรูปและพัฒนาผลิตภัณฑ์พืชกระท่อมสำหรับเป็นสารเสริมสุขภาพ ลดการนำเข้าสารเสริมอาหารสัตว์จากต่างประเทศ

 

รายละเอียดการนำไปใช้งาน
เอกสารประกอบโครงการ
  • -

ทีมวิจัย

ที่ นักวิจัย หน่วยงาน ตำแหน่งในทีม การมีส่วนร่วม (%)
1สุณิษา คงทองคณะสัตวแพทยศาสตร์ ราชมงคลศรีวิชัย วิทยาเขตนครศรีธรรมราชหัวหน้าโครงการ50
2ผศ. ประพจน์ มลิวัลย์คณะเกษตรศาสตร์ ราชมงคลศรีวิชัย วิทยาเขตนครศรีธรรมราชผู้ร่วมวิจัย10
3มธุรส สุวรรณเรืองศรีคณะสัตวแพทยศาสตร์ ราชมงคลศรีวิชัย วิทยาเขตนครศรีธรรมราชผู้ร่วมวิจัย10
4ณัชธฤต ฤกษ์งามคณะสัตวแพทยศาสตร์ ราชมงคลศรีวิชัย วิทยาเขตนครศรีธรรมราชผู้ร่วมวิจัย30