โครงการวิจัย
การพัฒนาและการใช้ประโยชน์ของนวัตกรรมตรวจโรคและชีวผลิตภัณฑ์สำหรับการป้องกันและรักษาโรคเต้านมอักเสบในแพะ
Development and utilization of innovative diagnostic tests and bioproducts for the prevention and treatment of mastitis in goats.
รายละเอียดโครงการ
| ปีงบประมาณ | 2569 |
| หน่วยงานเจ้าของโครงการ | |
| ลักษณะโครงการ | โครงการใหม่ |
| ประเภทโครงการ | โครงการเดี่ยว |
| ประเภทงานวิจัย | โครงการวิจัยและพัฒนา |
| วันที่เริ่มโครงการวิจัย (พ.ศ.) | 1 ตุลาคม 2568 |
| วันที่สิ้นสุดโครงการวิจัย (พ.ศ.) | 30 กันยายน 2569 |
| วันที่ได้รับทุนวิจัย (พ.ศ.) | 1 ตุลาคม 2568 |
| ประเภททุนวิจัย | ทุน ววน. |
| สถานะโครงการ | ทำสัญญาแล้ว |
| เลขที่สัญญา | |
| เป็นโครงการวิจัยที่ใช้ในการจบการศึกษา | ไม่ใช่ |
| เป็นโครงการวิจัยรับใช้สังคม | ไม่ใช่ |
| บทคัดย่อโครงการ | แพะเป็นสัตว์เศรษฐกิจที่รัฐบาลส่งเสริมการเลี้ยงเนื่องจากให้ผลผลิตและผลตอบแทนเร็วกว่าการเลี้ยงโค ปัญหาด้านราคาพืชผลทางการเกษตรตกต่ำ อาชีพเสริมสร้างรายได้ เป็นต้นจากข้อมูลการเลี้ยงแพะในประเทศไทยพบว่ามีเกษตรกรผู้เลี้ยงแพะและจำนวนแพะเพิ่มมากขึ้น โดยมีจำนวนแพะเพิ่มขึ้นจาก 0.83 ล้านตัว (ปี 2562) เป็น 1.4 ล้านตัว (ปี 2565) และมีจำนวนเกษตรกรผู้เลี้ยงแพะ 92,383 ราย และคาดการณ์ว่าทิศทางในอนาคตจะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ในพื้นที่ภาคใต้มีการเลี้ยงแพะสูงสุดในจังหวัด 6 ลำดับแรก ได้แก่ จังหวัดนครศรีธรรมราช กระบี่ พัทลุง ตรัง สุราษฎร์ธานี และพังงา ตามลำดับ จากการสำรวจข้อมูลเกษตรกรผู้เลี้ยงแพะในพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราช พบว่ามีกลุ่มวิสาหกิจแพะเนื้อ ทั้งหมด40 กลุ่ม และกลุ่มแพะนม 1 กลุ่ม มีจำนวนเกษตรกรทั้งหมด 366 คน และมีจำนวนแพะโดยประมาณ 18,000 ตัว (ข้อมูลกรมปศุสัตว์, 2565) และทีมวิจัยได้ลงพื้นที่สำรวจข้อมูลกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงแพะที่มีศักยภาพสูงในจังหวัดนครศรีธรรมราช จำนวน 5 กลุ่ม ประกอบด้วยกลุ่มวิสาหกิจผู้เลี้ยงแพะ อำเภอสิชล (2,500 ตัว) กลุ่มวิสาหกิจผู้เลี้ยงแพะ อำเภอพิปูน (1,200 ตัว) กลุ่มวิสาหกิจผู้เลี้ยงแพะ อำเภอบางขัน (500 ตัว) กลุ่มวิสาหกิจผู้เลี้ยงแพะ อำเภอร่อนพิบูลย์ (3,500 ตัว) และกลุ่มวิสาหกิจผู้เลี้ยงแพะ อำเภอเชียรใหญ่ (1,550 ตัว) โดยลักษณะการเลี้ยงแพะเนื้อส่วนใหญ่เป็นการผลิตแพะแบบผลิตลูกแพะจำหน่ายและเลี้ยงขุนควบคู่กันไปและรูปแบบการเลี้ยงเป็นแบบกึ่งขังกึ่งปล่อย อย่างไรก็ตามในช่วงระยะ 10 ปีที่ผ่านมาพบว่าปัญหาการผลิตแพะในพื้นที่ภาคใต้ได้สะท้อนปัญหาอุตสาหกรรมแพะที่เกิดขึ้นอย่างชัดเจนหลายประการ เช่น ขาดสายพันธุ์แพะที่เหมาะสมกับพื้นที่ แพะที่เลี้ยงมีจำนวนไม่เพียงพอ โรคติดต่อต่างๆที่ส่งผลต่อสุขภาพสัตว์ ขาดการรับรองคุณภาพฟาร์มและมาตรฐานฟาร์ม ต้นทุนการผลิตด้านอาหารมีราคาสูงโดยเฉพาะอาหารข้น ปัญหาด้านสุขภาพและระบบสืบพันธุ์ การแปรรูปผลิตภัณฑ์แพะและการรับรองการผลิตเนื้อแพะตามมาตรฐานการผลิต GMP (Good Manufacturing Practice) การตลาดและการเป็นผู้ประกอบการ เป็นต้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพของแพะเป็นปัญหาที่ทำให้ส่งผลต่อผลผลิตที่ไม่เพียงพอและไม่ได้มาตรฐานต่อความต้องการของตลาด ดังนั้นการส่งเสริมและให้ความรู้เกี่ยวกับดูแลรักษาสุขภาพของแพะจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง จากปัญหาด้านสุขภาพในแพะได้ส่งผลกระทบต่อขีดความสามารถในการแข่งขันเชิงพาณิชย์ซึ่งโรคที่พบได้บ่อย คือ โรคเต้านมอักเสบ (Mastitis) ซึ่งเป็นปัญหาหลักของเกษตรกรผู้เลี้ยงแพะที่ส่งผลต่อการผลิตน้ำนม ทำให้น้ำนมไม่มีคุณภาพและปริมาณลดลง นอกจากนี้ยังส่งผลให้น้ำหนักตัวของลูกสัตว์ที่ยังไม่หย่านมลดลงและเจริญเติบโตช้า รวมถึงสุขภาพโดยรวมของสัตว์ด้วยซึ่งปัญหาดังกล่าวส่งผลทำให้สูญเสียคุณค่าทางเศรษฐกิจ (Contreras and Rodriguez, 2011, Le Maréchal et al., 2011, Steeneveld et al., 2011) ซึ่งปัญหาดังกล่าวส่งผลต่อการสูญเสียทางเศรษฐกิจต่อเกษตรกรผู้เลี้ยงแพะเป็นอย่างมาก โรคเต้านมอักเสบเป็นภาวะที่เต้านมซึ่งทำหน้าที่ผลิตน้ำนมเกิดกระบวนการอักเสบ ซึ่งสาเหตุของการเกิดโรคเต้านมอักเสบส่วนใหญ่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย ซึ่งแบคทีเรียที่พบบ่อยได้แก่ Staphylococcus aureus., Streptococci, Enterobacteria, Pseudomonas aeruginosa, Mannheimia haemolytica, Corynebacteria และ Pasteurellaceae เป็นต้น เชื้อแบคทีเรียจะยึดเกาะและแบ่งตัวในเซลล์เยื่อบุผิวต่อมน้ำนม (Mammary gland epithelial cells) และผลิตสารพิษ (Enterotoxin, Hemolysin, Coagulase) ทำลายเนื้อเยื่อเต้านมทำให้เกิดการติดเชื้อที่รุนแรงปานกลางจนถึงรุนแรงมากและทำให้เกิดเต้านมอักเสบแบบไม่แสดงอาการ (Subclinical) และแบบแสดงอาการอักเสบแบบเฉียบพลัน (Clinical) และแบบเรื้อรัง Chronic) (Contreras et al., 2011)ทำให้เต้านมบวมแดงและแข็ง ส่งผลทำให้ปริมาณและคุณภาพน้ำนมลดต่ำลง การตรวจวินิจฉัยโรคทางคลินิกนิยมใช้วิธีการตรวจเบื้องต้นด้วยน้ำยา CMT (California Mastitis Test) ซึ่งจะมีระดับการบ่งชี้ถึงความรุนแรงของโรคจากการตรวจวัดระดับของ Somatic cells แต่น้ำยา CMT ที่นำมาตรวจในน้ำนมแพะไม่มีความแม่นยำและจำเพาะเท่ากับการตรวจเต้านมอักเสบในโค เนื่องจากปริมาณ Somatic cells สามารถพบได้มากขึ้นทั้งในแพะนมปกติที่ให้นมมาหลายท้องหรือแพะนมที่อายุมากขึ้น และแพะนมที่มีการติดเชื้อที่ทำให้เต้านมอักเสบ (Dulin et al., 1983; Poutrel and Lerondelle, 1983; Park and Humphrey, 1986; Droke et al., 1993; Wilson et al., 1993) ดังนั้นการตรวจยืนยันเต้านมอักเสบในแพะจากการตรวจวัด Somatic cells ด้วยน้ำยา CMT ยังมีข้อจำกัด นอกจากนี้การป้องกันและรักษาโรคเต้านมอักเสบในปัจจุบันนิยมใช้ยาปฏิชีวนะทั้งที่เป็นรูปแบบฉีดเข้าร่างกาย (Systemic injection) และสอดเข้าเต้านม (Intramammary infusion) ขึ้นอยู่กับชนิดของเชื้อแบคทีเรียที่ตรวจพบ ยาปฏิชีวนะที่มีการใช้เพื่อการรักษาเต้านมอักเสบ ได้แก่ penicillin, cephalosporins,amoxicillin, tetracycline และ gentamicin เป็นต้น (Koop et al., 2016) อย่างไรก็ตามการใช้ยาปฏิชีวนะในการรักษาโรคเต้านมอักเสบในแพะส่วนใหญ่ยังคงเป็นลักษณะของยาที่ใช้ในการรักษานอกเหนือจากที่ระบุในฉลากยา โดยการใช้ยาขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของสัตวแพทย์ (extra-label used) ซึ่งการใช้ยาดังกล่าวต้องอยู่ภายใต้การดูแลของสัตวแพทย์ การใช้ยาปฏิชีวนะติดต่อกัน 3-7 วันหรือนานกว่านั้นจนกว่าจะหายและใช้ในปริมาณที่ไม่เหมาะสมหรือใช้ไม่ถูกต้องตามหลักวิชาการส่งผลทำให้เกิดการดื้อต่อยาปฏิชีวนะ และพบปัญหาการตกค้างของยาปฏิชีวนะในน้ำนม เนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์สัตว์เพิ่มสูงขึ้น เกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจตามมาทั้งในส่วนของผู้ผลิตและผู้บริโภค หากสัตว์ไม่ได้รับการรักษาหรือรักษาไม่ได้ผลจะทำให้เกิดเต้านมอักเสบแบบเรื้อรัง เต้านมแข็ง ต่อมน้ำนมไม่สามารถผลิตนมได้ ไม่เหมาะสมที่จะนำมาเป็นแม่พันธุ์ส่งผลให้เกษตรกรต้องคัดทิ้งหรือจำหน่ายแม่แพะ ปัจจุบันเภสัชภัณฑ์ทางเลือกได้รับความสนใจในการพัฒนาและการนำไปใช้ประโยชน์ในการป้องกันและรักษาโรคในสัตว์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสมุนไพรพื้นถิ่นและโพรไบโอติกแบคทีเรียสำหรับการนำมาพัฒนาผลิตภัณฑ์ในสัตว์เพื่อทดแทนการใช้ยาปฏิชีวนะและลดการตกค้างของยาปฏิชีวนะในน้ำนมและผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์ ดังนั้นจึงเล็งเห็นศักยภาพสมุนไพรไทยตระกูลเหง้าในพื้นที่ภาคใต้ “ขมิ้นชัน” ซึ่งมีสารเคอร์คิวมิน (Curcumin) เป็นสารออกฤทธิ์สำคัญและจากรายงานการศึกษาวิจัยและพัฒนาใน In vitro และ In vivo พบว่ามีฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาหลากหลาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรีย (Anti bacterial activity) และต้านการอักเสบ (Anti inflammation activity) แต่การศึกษาวิจัยเกี่ยวกับการนำมาใช้สำหรับรักษาโรคเต้านมอักเสบในสัตว์เคี้ยวเอื้องนั้นมีอย่างจำกัด ส่วนใหญ่จะเป็นงานวิจัยที่ทดสอบอยู่ในระดับห้องปฏิบัติการเท่านั้น (Li et al.,2021; VO-VAN et al.,2023) ส่วนการทดสอบการใช้งานจริงกับสัตว์ทดลองยังมีค่อนข้างจำกัด และจากองค์ความรู้เบื้องต้นของคณะผู้วิจัยพบว่าสารสกัดขมิ้นชันมีฤทธิ์ในการยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรียก่อโรคเต้านมอักเสบที่แยกได้จากแพะ ประกอบด้วย E.coli, P.aeroginosa, S. aureus, S. epidermidis และ S. agalactiae Group B เป็นต้น โดยมีค่าความเข้มข้นต่ำสุดของสารสกัดขมิ้นชันที่สามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรียได้เท่ากับ 25-100 ไมโครกรัมต่อมิลลิลิตร นอกจากนั้นโพรไบโอติกจัดเป็นเภสัชภัณฑ์ทางเลือกที่มีคุณสมบัติในการส่งเสริมสุขภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งโพรไบโอติกแบซิลลัส (Bacillus spp.) ที่สามารถสร้างสปอร์และสารเพพไทด์โปรตีนที่สามารถทนต่อสภาวะแวดล้อมในทางเดินอาหารและมีฤทธิ์ทางชีวภาพที่หลากหลาย จากการศึกษาที่ผ่านมาทีมวิจัยได้แยกโพรไบโอติก B. subtilis (MB) จากทางเดินอาหารของคนไทย พบว่าแบคทีเรีย B. subtilis สามารถผลิตสารต้านจุลชีพ (antimicrobial peptide) ชื่อว่า “เบต้าไฮดรอกซิล เฟงจีซินบี คาร์บอนสิบเจ็ดอะตอม (β-OH-C17-Fengycin B) ซึ่งเพพไทด์ดังกล่าวสามารถยับยั้งกลไกการสื่อสารระหว่างเซลล์แบคทีเรีย (Quorum sensing) และยับยั้งการสร้างสารพิษของแบคทีเรีย Staphylococcus aureus, Enterococcus faecalis, Acinetobacter baumannii และ Clostridium difficile ดังนั้นกลไก Quorum sensing (QS) จึงเป็นเป้าหมายที่สำคัญสำหรับการยับยั้งการทำงานของแบคทีเรียก่อโรคซึ่งเป็นกลไกการออกฤทธิ์รูปแบบใหม่ของสารต้านจุลชีพ ซึ่งการยับยั้งการทำงานของระบบ QS เป้าหมายใหม่นี้จะแตกต่างไปจากยาต้านจุลชีพแบบเดิมที่มุ่งฆ่าหรือยับยั้งการแบ่งตัวของแบคทีเรียซึ่งจะส่งผลให้เชื้อแบคทีเรียพยายามปรับตัวและเกิดการดื้อยา จากการสืบค้นข้อมูลในปัจจุบันพบว่า ยังไม่เคยมีรายงานประสิทธิภาพของโพรไบโอติก B. subtilis ต่อการป้องกันโรคเต้านมอักเสบในแพะ จากปัญหาเรื่องข้อจำกัดการตรวจโรคเต้านมอักเสบในแพะ ปัญหาการดื้อยาปฏิชีวนะ และยาปฏิชีวนะตกค้างในนมแพะและเนื้อแพะ ส่งผลกระทบต่อตัวสัตว์ที่ต้องเจ็บป่วยด้วยภาวะเต้านมอักเสบและรายได้ของเกษตรกรที่ต้องสูญเสียผลผลิตน้ำนมและสัตว์เกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจมากขึ้น (Contreras et al., 2007 และ Mahlangu et al.,2018) ทางผู้วิจัยจึงมีแนวคิดการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์การตรวจเต้านมอักเสบในแพะและชีวผลิตภัณฑ์เพื่อป้องกันและรักษาปัญหาโรคเต้านมอักเสบในแพะ ดังนี้ คือ (1) การตรวจหาความความชุกของเชื้อแบคทีเรียก่อโรคและฐานข้อมูลยีนดื้อยาจากเชื้อก่อโรคเต้านมอักเสบ (2) การพัฒนาชุดตรวจโรคเต้านมอักเสบในน้ำนมแพะแบบแม่นยำและจำเพาะ (3) การพัฒนาผลิตภัณฑ์เจลสอดเต้านมจากอนุภาคนาโนขมิ้นชันสำหรับการรักษาโรคเต้านมอักเสบในแพะ (4) การพัฒนาผลิตภัณฑ์เสริมอาหารโพรไบโอติกแบซิลลัสสำหรับการป้องกันโรคเต้านมอักเสบในแพะ ผลคาดหวังที่ได้รับจากการศึกษาวิจัยและพัฒนาเพื่อนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมชีวภาพไปประยุกต์ใช้ในกระบวนการผลิตแพะและแก้ไขปัญหาโรคเต้านมอักเสบผ่านการถ่ายทอดเทคโนโลยีและนวัตกรรมให้กับเกษตรกรผู้เลี้ยงแพะที่มีศักยภาพสูงในจังหวัดนครศรีธรรมราช เพื่อช่วยส่งเสริมการผลิตแพะ ลดต้นทุนในการผลิตแพะ ลดการซื้อยาปฏิชีวนะ ลดการตกค้างของยาปฏิชีวนะในผลผลิตน้ำนม อันนำมาสู่ผลิตภัณฑ์ปศุสัตว์ที่สร้างมูลค่าสูง เพื่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากด้วย BCG model และยังสร้างมูลเพิ่มให้กับสมุนไพรไทยสอดคล้องกับนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ของรัฐบาลที่ต้องการให้นำองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีมาสร้างมูลค่าแก่ผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรจนนำมาสู่ความยั่งยืนกับผู้ประกอบการหรือเกษตรกร |
| รายละเอียดการนำไปใช้งาน | |
| เอกสารประกอบโครงการ |
|
ทีมวิจัย
| ที่ | นักวิจัย | หน่วยงาน | ตำแหน่งในทีม | การมีส่วนร่วม (%) |
|---|---|---|---|---|
| 1 | เมธาสุ จันทร์รอด | คณะสัตวแพทยศาสตร์ ราชมงคลศรีวิชัย วิทยาเขตนครศรีธรรมราช | หัวหน้าโครงการ | 20 |
| 2 | ณัชธฤต ฤกษ์งาม | คณะสัตวแพทยศาสตร์ ราชมงคลศรีวิชัย วิทยาเขตนครศรีธรรมราช | ผู้ร่วมวิจัย | 10 |
| 3 | อุมาพร ขิมมากทอง | คณะสัตวแพทยศาสตร์ ราชมงคลศรีวิชัย วิทยาเขตนครศรีธรรมราช | ผู้ร่วมวิจัย | 10 |
| 4 | สุณิษา คงทอง | คณะสัตวแพทยศาสตร์ ราชมงคลศรีวิชัย วิทยาเขตนครศรีธรรมราช | ผู้ร่วมวิจัย | 20 |
| 5 | วิรัลฐิตา โบห์มัน | คณะสัตวแพทยศาสตร์ ราชมงคลศรีวิชัย วิทยาเขตนครศรีธรรมราช | ผู้ร่วมวิจัย | 20 |
| 6 | วณิชชา เยาวนิตย์ | คณะสัตวแพทยศาสตร์ ราชมงคลศรีวิชัย วิทยาเขตนครศรีธรรมราช | ผู้ร่วมวิจัย | 20 |