โครงการวิจัย
ความหลากหลายขององค์ประกอบทางเคมีของพืชป่าชายเลนชุมชน จังหวัดตรัง
Phytochemical diversity of mangrove plants in community areas, Trang Province
รายละเอียดโครงการ
| ปีงบประมาณ | 2569 |
| หน่วยงานเจ้าของโครงการ | |
| ลักษณะโครงการ | โครงการใหม่ |
| ประเภทโครงการ | โครงการเดี่ยว |
| ประเภทงานวิจัย | โครงการพื้นฐาน |
| วันที่เริ่มโครงการวิจัย (พ.ศ.) | 1 ตุลาคม 2568 |
| วันที่สิ้นสุดโครงการวิจัย (พ.ศ.) | 30 กันยายน 2569 |
| วันที่ได้รับทุนวิจัย (พ.ศ.) | 27 พฤศจิกายน 2568 |
| ประเภททุนวิจัย | อื่นๆ |
| สถานะโครงการ | อยู่ระหว่างดำเนินการ |
| เลขที่สัญญา | - |
| เป็นโครงการวิจัยที่ใช้ในการจบการศึกษา | ไม่ใช่ |
| เป็นโครงการวิจัยรับใช้สังคม | ไม่ใช่ |
| บทคัดย่อโครงการ | |
| รายละเอียดการนำไปใช้งาน | “ป่าชุมชน” ตามพระราชบัญญัติป่าชุมชน พ.ศ. 2562 หมายถึงป่านอกเขตป่าอนุรักษ์หรือพื้นที่อื่นของรัฐนอกเขตป่าอนุรักษ์ที่ได้รับอนุมัติให้จัดตั้งเป็นป่าชุมชน โดยชุมชนร่วมกับรัฐในการอนุรักษ์ ฟื้นฟูจัดการ บำรุงรักษา ตลอดจนใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และความหลากหลายทางชีวภาพในป่าชุมชนอย่างสมดุลและยั่งยืนตามพระราชบัญญัตินี้ ในปี พ.ศ. 2563 ประเทศไทยมีพื้นที่ป่าไม้ราว 102,353,484 ไร่ หรือ 31.64% ของพื้นที่ประเทศ เป็นพื้นที่ป่าชุมชน (ตาม พ.ร.บ. 2562) คิดเป็น 6.14% ของพื้นที่ป่าคงเหลือ การจัดตั้งป่าชุมชนมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) อนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ สิ่งแวดล้อม และความหลากหลายทางชีวภาพ 2) ฟื้นฟูพื้นที่ป่าในเขตป่าชุมชนโดยการปลูกทดแทน 3) เสริมสร้างความร่วมมือทุกภาคส่วนในการจัดการป่าชุมชน 4) ส่งเสริมวัฒนธรรมและประเพณีที่หลากหลายของชุมชนในการอนุรักษ์ ฟื้นฟู และพัฒนา 5) ควบคุมดูแล ใช้ทรัพยากรธรรมชาติในป่าชุมชน และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติในป่าชุมชนอย่างสมดุลและยั่งยืน ซึ่งตามพระราชบัญญัติป่าชุมชนได้กำหนดรูปแบบการใช้ประโยชน์พื้นที่ทรัพยากรของป่าชุมชน โดยแบ่งเป็น 5 รูปแบบ คือ 1) ท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์โดยชุมชน/พักผ่อนหย่อนใจ 2) เก็บหาของป่า 3) ใช้ประโยชน์จากไม้เพื่อการยังชีพและสาธารณะประโยชน์ 4) ใช้บริการทางนิเวศ เช่น น้ำ 5) ส่งเสริมการศึกษาและการเรียนรู้เพื่อเสริมสร้างจิตสำนึกด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ (เครือข่ายป่าไม้ภาคพลเมือง, 2567) จากข้อมูลการใช้ประโยชน์จากป่าชุมชนทั้ง 3 ด้าน ได้แก่ ด้านสิ่งแวดล้อม ด้านสังคม ด้านเศรษฐกิจ พบว่าที่ผ่านมาชุมชนได้รับประโยชน์ในด้านเศรษฐกิจจากป่าชุมชนยังไม่มากเท่าที่ควร เนื่องจากข้อจำกัดของสถานภาพทางกฎหมายป่าไม้ที่เกี่ยวข้องจึงทำให้ชุมชนได้รับประโยชน์ในรูปแบบการเก็บหาของป่าและสมุนไพรตามที่กฎหมายเอื้ออำนวยให้เพื่อการบริโภคและอุปโภคในครัวเรือน เป็นการลดค่าใช้จ่ายได้ในระดับหนึ่ง ซึ่งในกรณีที่มีจำนวนมากอาจมีการรวบรวมจำหน่าย อาจมีการแปรรูปผลผลิตเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มเพื่อสร้างรายได้ให้แก่คนในชุมชนได้อีกทางหนึ่ง หากมีการจัดการหรือดำเนินกิจกรรมบางด้านในพื้นที่ป่าชุมชนและก่อให้เกิดประโยชน์ทั้ง 3 ด้านที่มีความสมดุลกันจะส่งผลต่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development) ของชุมชนแห่งนั้นด้วย (ดุสิต เวชกิจ, 2562) สมุนไพรในป่าชุมชนเป็นทรัพยากรหนึ่งที่เป็นที่ต้องการในการนำไปใช้ประโยชน์บนพื้นฐานของภูมิปัญญาท้องถิ่นในชุมชน (ผกามาศ มูลวันดี, 2559) ตามพระราชบัญญัติป่าชุมชนกำหนดว่าสมาชิกป่าชุมชนสามารถพัฒนาป่าชุมชนเป็นแหล่งผลิตวัตถุดิบสมุนไพรได้ โดยการเก็บพืชสมุนไพรที่ขึ้นตามธรรมชาติ การขยายพันธุ์พืชสมุนไพรในป่าชุมชน และการนำพืชสมุนไพรชนิดอื่นๆ เข้าไปเพาะปลูก โดยการเข้าไปใช้ประโยชน์ในพื้นที่ป่าชุมชนจะต้องเป็นไปตามกฎเกณฑ์ของป่าชุมชน ทั้งนี้แสดงให้เห็นว่าป่าชุมชนสามารถพัฒนาเป็นแหล่งผลิตวัตถุดิบสมุนไพรได้และยังใช้ประกอบในตำรับยาไทยเพื่อใช้ในการรักษาโรค นอกจากนี้การพัฒนาแหล่งวัตถุดิบดังกล่าวยังเป็นการผลักดันให้พืชสมุนไพรเป็นพืชเศรษฐกิจสร้างรายได้ให้แก่ประชาชนที่สอดคล้องตามแผนแม่บทแห่งชาติว่าด้วยการพัฒนาสมุนไพรไทย ฉบับที่ 1 พ.ศ. 2560 – 2564 และยังใช้ประโยชน์ในการนำพืชสมุนไพรมาประกอบเป็นตำรับยาสำหรับใช้รักษาโรคได้อีกด้วย รวมถึงเป็นการสนับสนุนให้ประชาชนหันมาใช้ยาสมุนไพรเพื่อสร้างระบบสุขภาพของชาติด้วยภูมิปัญญาไทย (นันทิกานต์ พิลาวัลย์ และคณะ, 2566) สมุนไพรเป็นแหล่งของสารทุติยภูมิที่มีฤทธิ์ทางชีวภาพที่เกิดประโยชน์ต่อมนุษย์ สัตว์ และพืช ทั้งในเรื่องของอาหารทางเลือก และการแพทย์แผนไทย (Budiyanto et al, 2022) ป่าชุมชนบ้านทุ่งตะเซะ ตั้งอยู่ที่หมู่ 9 ต.ทุ่งกระบือ อ.ย่านตาขาว จ.ตรัง อยู่ริมฝั่งแม่น้ำปะเหลียน มีอาณาเขตติดต่อ 2 อำเภอ ได้แก่ อำเภอกันตังและอำเภอปะเหลียน มีพื้นที่ป่าชุมชนเป็นป่าเบญจพรรณและป่าชายเลน ป่าชุมชนบ้านทุ่งตะเซะ เป็น 1 ใน 10 ป่าชายเลนชุมชนในจังหวัดตรัง มีเนื้อที่ประมาณ 5,000 ไร่ เป็นพื้นที่ที่เคยผ่านการทำสัมปทานป่าไม้มาก่อน ส่วนที่เป็นป่าชายเลนชุมชนมีประมาณ 2,000 ไร่ สภาพป่ายังคงความอุดมสมบูรณ์ มีพันธุ์ไม้ที่มีความโดดเด่นและหลากหลาย (MGR Online, 2556) จากการศึกษาเรื่องการจัดการทรัพยากรชายฝั่งโดยชุมชน กรณีศึกษาป่าชายเลนชุมชนบ้านทุ่งตะเซะ จังหวัดตรัง พบพันธุ์ไม้ในป่าชายเลนทุ่งตะเซะ ที่ได้รับการดูแลเป็นอย่างดี จึงเป็นเครื่องยืนยันถึงประสิทธิภาพการจัดการของชุมชนในการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ (ชาญยุทธ สุดทองคง และพรเทพ วิรัชวงศ์, 2548) พบพันธุ์ไม้ 48 ชนิด เป็นไม้ยืนต้น 23 ชนิด ไม้พุ่ม 13 ชนิด พืชกลุ่มปาล์ม 2 ชนิด พืชกลุ่มเฟิร์น 4 ชนิด และไม้เถาเลื้อย 6 ชนิด ลักษณะโครงสร้างของป่าชายเลนชุมชนบ้านทุ่งตะเซะแบ่งตามลักษณะพื้นที่ได้ 4 ประเภท ได้แก่ 1) ป่าชายเลนติดแผ่นดินใหญ่ เป็นป่าชายเลนบริเวณพื้นที่ป่าสมุนไพรบ้านทุ่งตะเซะ พบพันธุ์ไม้ เช่น ไม้หงอนไก่ทะเล (Heritiera litoralis) หลุมพอทะเล (Intsia bijuga) และแดงน้ำ (Amoora cucullata) ลำเท็ง (Stenochlaena palustris) ปรงหนู (Acrostichum speciosum) เป็นต้น 2) ป่าชายเลนริมฝั่งแม่น้ำ ส่วนใหญ่เป็นไม้วงศ์โกงกาง เช่น โกงกางใบใหญ่ (Rhizophora mucronata) โกงกางใบเล็ก (Rhizophora apiculata) พังกาหัวสุมดอกแดง (Bruguiera gymnorrhiza) พังกาหัวสุมดอกขาว (Bruguiera sexangula) ถั่วดำ (Bruguiera parviflora) ถั่วขาว (Bruguiera cylindrical) โปรงแดง (Ceriops tagal) และโปรงขาว (Ceriops decandra) เป็นต้น 3) ป่าชายเลนชายฝั่ง ไม้เด่นเป็นพันธุ์ไม้ในวงศ์โกงกางเช่นเดียวกัน 4) ป่าชายเลนน้ำท่วม พบพันธุ์ไม้เติบโตช้า ลักษณะต้นเตี้ย เช่น แสมทะเล (Avicennia marina) แสมขาว (Avicennia alba) และลำพู (Sonneratia caseolaris) เป็นต้น (ณิฏฐารัตน์ ปภาวสิทธิ์ และคณะ, 2556) ป่าชุมชนบ้านพรุจูด ตั้งอยู่ที่หมู่ 2 ต.บ่อหิน อ.สิเกา จ.ตรัง มีเนื้อที่ 5 ไร่ เริ่มโครงการเมื่อปี พ.ศ. 2543 (กรมป่าไม้, ม.ป.ป) เศรษฐกิจชุมชนในพื้นที่บ้านพรุจูดเน้นกลุ่มอาชีพสตรี แม่บ้านเกษตร ทำผ้าบาติก และเลี้ยงปลาในกระชัง (เทศบาลสิเกา, 2561) ระบบนิเวศป่าชายเลนในพื้นที่ตำบลบ่อหินเป็นแหล่งท่องเที่ยงเชิงนิเวศน์ที่เป็นที่รู้จักและมีความอุดมสมบูรณ์ พันธุ์ไม้ป่าชายเลนที่พบในพื้นที่ เช่น โกงกางใบเล็ก โกงกางใบใหญ่ ต้นแสม ต้นตะบูนดำ ต้นตะบูนขาว เป็นต้น ด้วยวิถีชีวิตและภูมิปัญญาของชุมชนชายฝั่งได้นำพืชพรรณจากป่าชายเลนมาใช้ในการประกอบอาหาร เป็นยารักษาโรค เป็นยาบำรุง ดูแลสุขภาพ ก่อเกิดเป็นภูมิปัญญาที่สั่งสมและถ่ายทอดสู่รุ่นหลัง รวมทั้งได้มีการพัฒนาต่อยอดภูมิปัญญาสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ สร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจมาโดยตลอดซึ่งนับเป็นประโยชน์และคุณค่าอีกด้านหนึ่งเพื่อการรักษาภูมิปัญญาพืชสมุนไพรจากป่าชายเลนมิให้สูญหาย (กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง, 2560) ดังนั้นโอกาสในการพัฒนาป่าชายเลนชุมชนให้มีการใช้ประโยชน์ตามนโยบายของรัฐบาลที่ให้ความสำคัญในการยกระดับพัฒนาสมุนไพรไทยให้เป็นที่ยอมรับทั้งในประเทศและต่างประเทศ รวมทั้งการพัฒนาต่อยอดภูมิปัญญาสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ เพิ่มมูลค่าเพื่อสร้างรายได้ เป็นแหล่งเรียนรู้ และผลิตวัตถุดิบท้องถิ่นอย่างยั่งยืนจึงจำเป็นต้องได้รับการส่งเสริมและสนับสนุนทางด้านวิชาการเพื่อส่งเสริมให้การจัดการมีประสิทธิภาพเพิ่มสูงขึ้น |
| เอกสารประกอบโครงการ |
|
ทีมวิจัย

| ที่ | นักวิจัย | หน่วยงาน | ตำแหน่งในทีม | การมีส่วนร่วม (%) |
|---|---|---|---|---|
| 1 | ผศ. สุนันทา ข้องสาย | คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการประมง ราชมงคลศรีวิชัย วิทยาเขตตรัง | หัวหน้าโครงการ | 60 |
| 2 | ชาคริยา ฉลาด | คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการประมง ราชมงคลศรีวิชัย วิทยาเขตตรัง | ผู้ร่วมวิจัย | 20 |
| 3 | ลักษมี วิทยา | คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการประมง ราชมงคลศรีวิชัย วิทยาเขตตรัง | ผู้ร่วมวิจัย | 20 |